เรื่ิอง สามสหายไปเรียนวิชา

…นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ

นิทานพื้นบ้าน

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง สามสหายไปเรียนวิชา

ยังมีสหายสามคนถูกเพื่อนเยาะเย้ยอยู่เสมอว่าโง่ ไม่มีปัญญาทันคนอื่น นึกขัดใจใคร่จะไปเล่าเรียนหาความรู้ให้มีปัญญาหายโง่ จึงชักชวนกันไปเรียนวิชาที่เมืองตักศิลา ต้องมีคำ ( ทอง ) ติดตัวไปคนละพัน

พอถึงเวลาออกเดินทางไป สามสหายต่างกลัวว่าใครเดินหน้าก็จะไปถึงตัว อาจารย์ก่อน ก็จะเอาวิชาจากอาจารย์เสียหมดคนเดียว ไม่มีอะไรเหลือมาถึงคนที่เดินตามมาข้างหลังอีก ๒ คน จึงไม่ยอมให้ใครเดินขึ้นหน้าไปก่อน ต้องไปเอาไม้วามาปะอกเดินไปพร้อมกัน ทันกันทั้งสามคน ใครจะเดินล้ำหน้าใครขึ้นไปไม่ได้ ก็จะได้ถึงอาจารย์พร้อมกันและได้รับส่วนแบ่งวิชาเท่า ๆ กัน
สามสหายเดินทางมาเป็นหน้ากระดาน มีไม้วาปะอกมาอย่างนี้ พอค่ำก็ไปขอพักอาศัยนอนที่บ้านแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านเห็นชายสามคนเดินมาแปลกประหลาดกว่าธรรมดา นึกสงสัยจึงถามว่าเป็นใคร จะพากันไปไหน และเหตุใดจึงต้องมีไม้วาปะอกกันมาอย่างนั้น ชายทั้งสามก็เล่าให้เจ้าของบ้านฟังว่า ‘’ เราทั้งสามถูกเพื่อนฝูงหาว่าเป็นพวกโง่ จึงไปเรียนวิชาให้มีปัญญาที่เมืองตักศิลา เรามีคำมากันคนละพันจะไปบูชาอาจารย์ ที่เดินมาอย่างนี้เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยให้ใครเดินไปข้างหน้าคนนั้นจะถึง อาจารย์ก่อน จะเอาวิชาเสียหมดคนเดียว จึงต้องเอาไม้วาปะอกไว้ทำให้เดินไปถึงอาจารย์พร้อม ๆกัน ‘’

เจ้าของบ้านได้ฟังคำของสามสหายดังนั้น ก็พอคะเนถูกว่าทั้งสามคนนี้มีปัญญาแค่ไหน ค่ำวันนั้นเจ้าของบ้านหาข้าวปลาให้สามสหายกิน แล้วก็จัดที่ให้นอนพัก ส่วนตัวกับเมียออกไปหาปลามาใส่เอาไว้เต็มข้องใหญ่ พอรุ่งเช้าก็เอาข้องน้อยใส่ปลาตัวหนึ่งห้อยคอแมวเข้าแล้วปล่อยให้แมววิ่ง เข้าไปในครัว ผัวเมียเจ้าของบ้านแกล้งพูดกันดัง ๆ ให้ได้ยินถึงสามสหาย ทำเป็นดูแมวว่าขี้เกียจ เถลไถลได้ปลามาตัวเดียวในข้องน้อย นี้ดีแต่ว่าวันก่อนหาได้มากไม่เช่นนั้นจะทำโทษให้อดน้ำเสียทีเดียว สามสหายได้ยินเขาพูดกันอย่างนั้นก็สงสัยจึงออกมาถามดู เจ้าของบ้านก็เล่าว่า แมวไปหาปลามาทุกคืน ว่าแล้วก็เปิดข้องน้อยที่คอแมวให้เห็นปลาตัวหนึ่งอยู่ในนั้น บ่นว่าแมวตัวนี้บางวันก็ดีบางวันก็ขี้เกียจ เมื่อวันก่อนดีมากหาปลาได้เต็มข้องใหญ่ แต่คืนนี้เต็มที่ได้ตัวเดียว แล้วพาชายทั้งสามไปดูปลาที่ตนแอบไปหามาไว้เมื่อกลางคืนเต็มข้องใหญ่

สามสหายเห็นเช่นนั้นก็ชอบใจมากว่าแมวเก่ง จึงขอชื้อแมวตัวนั้น เจ้าของดแมวปฏิเสธแข็งแรงไม่ยอมขายเพราะว่าแมวช่วยทำมาหากิน ไม่ต้องเหนื่อยยากลำบาก อย่างนี้แล้วจะขายอย่างไรได้ สามสหายนั้นก็ยิ่งอยากได้แมวมากยิ่งขึ้น อ้อนวอนขอชื้อจนเจ้าของบ้านใจอ่อน ตกลงขายในราคาพันคำ สามสหายได้แมวแล้วก็ลาเจ้าของบ้านแล้วเดินทางต่อไป ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะได้อาศัยแมวช่วยหาปลาให้กินไม่ต้องลำบาก ถ้าแมวหาได้มากก็จะเอาไปขายแลกเอาทองค่าตัวแมวคืนมา ไม่นานก็คงได้คืน

พอเดินไปถึงที่แห่งหนึ่งริมน้ำ สหายคนหนึ่งก็เอาข้องผูกคอแมว บอกแมวให้ไปเซาะป่า

( เซาะ – หา , ป่า – ปลา ) แมวจะไปรู้เรื่องอะไร ถูกโยนไปในน้ำ ก็ว่ายกลับมาถึงสามหน จาแมวอ่อนกำลังว่ายน้ำไม่ไหวจมน้ำตาย สามสหายเห็นแมวจมหายไป ก็นึกว่าแมวไป ‘’ เซาะป่า ‘’ ตามสั่งแล้วแต่นั่งคอยอยู่จนใกล้รุ่งก็ไม่เห็นแมวเอาปลามาให้นึกว่าแมว อาจกลับไปหาเจ้าของเดิมแล้วก็ได้ จึงกลับมาตามแมวที่บ้านเจ้าของบ้าน ๆ ก็บอกว่าแมวไม่ได้มา ชายสามคนก็ต่อว่า ว่า ‘’

แมวหาปลาไม่ได้ลุงจุ๊หลอกขายแมวให้เรา ” แล้วร้องทวงเอาทองของตนคืน เจ้าของบ้านก็ตอบว่า ‘’ เอาแมวช่วยทำกินของเราไปแท้ ๆ ยังกลับมาต่อว่า คำของเจ้าเราไม่อยากได้ เอาแมวของเราคืนมาชี เราจะได้หากินกับแมวของเราต่อไป ‘’ สามสหายเอาแมวคืนเจ้าของไม่ได้ก็ทวงคืนไม่ได้

ค่ำวันนั้นสามสหายอิดอ่อน ( เหนื่อย ) เดินทางต่อไปไม่ได้ ก็ขออาศัยค้างคืนที่บ้านนั้นอีก

คืนนั้นพ่อคนอาศัยนอนหลับแล้ว เจ้าของบ้านไปขอฟืนมากองใหญ่ก่อไฟขึ้นที่ริมแม่น้ำ จนแผ่นดินนั้นพอคนอาศัยนอนหลับแล้ว เจ้าของบ้านไปขนฟืนมากองใหญ่ก่อไฟขึ้นที่ริมแม่น้ำ จนแผ่นดินร้อนระอุ พอเวลาใกล้จะแจ้งก็กวาดเอาเถ้าถ่าน และเศษฟืนทิ้งน้ำจนหมดไม่เห็นซาก แล้วเอาตั่งมานั่งบนดินที่เผาไฟไว้อุ่นนั้น เอาแพะตัวหนึ่งมาผูกไว้ใกล้ ๆ ตัวนั่งถอดเสื้อถักแหอย่างสบายไม่หนาวเลย สามสหายตื่นมาแต่เช้าเห็นเจ้าของบ้านไม่นุ่งเสื้อ ( ใส่เสื้อ ) เลย ทั้งที่ตนหนาวจะตาย จึงเข้าไปถามว่าทำไมจึงไม่หนาว เจ้าของบ้านชี้ไปที่แพะแล้วบอกว่า ‘’ “ ไม่หนาวหรอก เรามีแมงซ้อมหนาวตัวนี้อยู่ด้วยนั่งกลางลมไม่ต้องนุ่งเสื้อก็อยู่ได้ นี่เห็นไหม ลองนั่งใกล้แมงนี้ซี อุ่นสบายดีทีเดียว ” สามสหายลองไปนั่งบนตั่งดูก็รู้สึกว่าอุ่นสบายดีจริง ๆ ไม่ต้องสะพายผ้า ( ผ่าห่ม ) ให้รุงรัง จึงซุปซิบปรึกษากันว่า ‘’ เราจะต้องเดินทางไปอีกไกล เวลานี้อากาศเย็นขึ้นทุกที จูงแมงตัวเดียวไม่ต้องแบกผ้าห่มไปให้ลำบาก ‘’ ปรึกษากันว่าอย่างนั้นแล้วก็ชื้อแพะจากชายเจ้าของบ้านให้ราคาถึงพันคำอีก เจ้าของบ้านไม่ยอมขาย ว่าแมงไม่อยู่ก็ต้องหนาว ลำบากมาก ชายสามคนต้องแถมผ่าห่มให้อีกสามผืนจึงยอมขายแมงซ้อมหนาวของตนให้ไป

พอได้แพะมาแล้ว สามสหายก็ดีใจมาก นึกว่าต่อไปนี้สบายแล้ว คืนนั้นนอนพักกลางทุ่งด้วยความไว้ใจฤทธิ์แมงซ้อมหนาว แต่แพะตัวนั้นไม่ช่วยให้หายหนาวได้เลย ยิ่งดึกยิ่งหนาว ผ้าห่มก็ไม่มียิ่งหนาวก็ยิ่งโมโหมาก ชวนกันตีแพะตาย ว่าไม่ดีจริง แล้วพากันมาหาเจ้าของบ้านอีกที

พอมาถึงก็ร้องทวงเอาทองของตนคืน เพราะแมงซ้อมหนาวตัวนั้นแก้หนาวไม่ได้จริง เจ้าของบ้านก็ตอบว่าไม่ได้เอาแมงมาคืนจะคืนคำให้ไม่ได้

คืนนั้นสามสหายอ่อนเพลียเต็มทีต้องขออาศัยนอนบ้านนั้นอีกหน พอสามสหายนอนหลับกันหมดแล้ว เจ้าของบ้านก็ไปเอาห่าย ( ข่าย ) ไปดักนกมาได้มากมายแล้วฆ่ากองไว้ พอแจ้ง คนอาศัยไม่ทันลุกออกมานอกห้อง เจ้าของบ้านสองคนผัวเมียก็แกล้งพูดกันดัง ๆ ให้ได้ยินถึงสามคนนั้นว่า จะแกงให้แขกกิน เมียบอกให้ไปหยิบหน้าไม้มา ร้องว่า ‘’ เห่าโฮด ๆ ‘’ แล้วยิง

‘’ เป็ก ‘’ ด้วยปาก ยิงไปสองหนแล้ว บ่นว่าไม่พอ ๆ ยิงอีกหลายทีจนเมียบอกว่าพอแกงแล้วจึงได้หยุด

สาม สหายได้ยินอยู่ตลอดเวลาก็ชวนกันออกไปดู เห็นนกกองใหญ่ สงสัยว่ายิงอย่างไร พอปากร้อง ‘’ เป็ก ‘’ ก็เป็นอันได้นกทุกที เจ้าของบ้านจึงว่าหน้าไม้นี้ยิงอย่างนี้ก็ได้นก พวกสามคนนั้นก็อยากได้หน้าไม้นี้อีก เจ้าของบ้านบอกว่าไม่อยากขายให้ไป เอาอะไรไปก็ทำเสียทุกที แต่แล้วก็เสียอ้อนวอนไม่ได้ ยอมขายให้ไปราคาพันคำเท่าครั้งก่อน ๆ แต่พอได้หน้าไม้แล้วก็ลาเจ้าของบ้านออกไปลองยิงหน้าไม้ดู จะร้องสักกี่เป็กก็ไม่ได้นกสักตัว จึงหักหน้าไม้ทิ้งเสีย แล้วกลับไปทวงเงินคืนจากเจ้าของหน้าไม้ แต่นึกขึ้นมาได้ว่าทวงก็คงไม่ได้เงินเพราะไปหักหน้าไม้ทิ้งเสียแล้ว จะกลับไปบ้านนั้นอีกก็อายใจ จึงเดินทางต่อไปข้างหน้า ไปค่ำคงที่แห่งหนึ่งก็พักที่บ้านนั้น แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าของบ้านฟัง เจ้าของบ้านนึกสงสารที่ไปเสียรู้เขาจนเงินทองหมดตัว จึงให้พักอาศัยและบอกเมียให้ทำกับข้าวเลี้ยงดู เมียแกงหอยจุ๊บให้แขกกิน กำลังรีบร้อนไม่ได้สับท้ายหอย คนกินก็จุ๊บไม่ออกลูกเล็ก ๆ เจ้าของบ้านก็ร้องบอกแม่ว่า ‘’ จุ๊บบ่ออก กินจะไดก็บ่ฮู้ ‘’ แม่ก็ร้องตอบว่า ‘’ จุ๊บบ่ออกก็ขบก้นซิ ‘’ แม่พูดอย่างนั้นเป็นทำนองสอนลูกให้กินหอย แต่สามสหายนั่งกินข้าวอยู่นอกครัวได้ยินแม่บอกลูกให้ขบก้น ก็เลยวางชามข้าวขบก้นกันเองให้วุ่นวายไปหมด ชาวบ้านเลยตีกะโหลก เคาะไม้ บอกกล่าวกันว่า พวกสามคนนี้มาก่อวิวาทกันในบ้าน แล้วช่วยกันจับตัวไว้ส่งให้เจ้าเมืองขัง เลยเป็นว่าลงทุนทั้งที ปัญญาก็บ่ได้ คำก็เสี้ยง ( สิ้น ) ตัวเองก็ต้องเข้าคุก

คติสอนใจจากนิทานพื้นบ้านภาคเเหนือเรื่องนี้:

“คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด”

“โง่อวดฉลาดพาให้หายนะได้”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s